DoubleAphrodite

whatever i read, write, listen, or send

ประวัติเอกสารสำหรับ กรกฎาคม, 2009

ตรวจปอดเพื่อทำวีซ่า UK

Posted by doubleaphrodite บน 25/07/2009

การทำวีซ่าเข้า UK ที่จะอยู่ในบ้านเมืองเค้านานเกิน 6 เดือนนั้น จะต้องมีใบรับรองเกี่ยวกับสุขภาพใบหนึ่งซึ่งจะได้จากหน่วยงานที่เราเรียกกันสั้นๆว่า IOM ส่วนสาเหตุที่ต้องตรวจนั้นก็เพื่อดูว่าเรามีเชื้อวัณโรครึเปล่า มีโอกาสที่จะไปแพร่เชื้อให้คนบ้านเมืองเค้ามั้ย -*-

ก่อนที่เราจะไปตรวจปอดก็ทำการค้นคว้าหาข้อมูลมาพอสมควรในเว็บของ vfs ซึ่งมีเอกสารให้ดาวน์โหลดได้ที่นี่ แล้วก็ที่ไม่อ้างถึงไม่ได้ก็คือ บล็อกของคุณ pippa in UK อธิบายไว้ได้ละเอียดมาก เหมือนมีเพือนมาเล่าให้ฟัง เราไปก็เลยไม่งงๆกะชีวิตเท่าไหร่เพราะเหมือนกะได้คุยกะเพื่อนที่ไปทำมาแล้ว ขอบคุณไว้ตรงนี้เลยนะคะ

ไหนๆเราก็ได้ประโยชน์จากบล็อกคนอื่นก็เลยอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ให้บ้าง เผื่อว่าใครได้เข้ามาอ่านจะได้รู้ว่าประสบการณ์การตรวจปอดอีกแบบเป็นยังไง เพราะของเรานี่เหนือความคาดหมายของตัวเองมาก เหอๆๆ

เริ่มแรก ก่อนจะไป IOM เราต้องโทรนัดกะเค้าก่อน ไม่งั้นถ้าเราไปแบบไม่ได้นัดอาจจะถูกเจ้าหน้าที่ตรงเคาน์เตอร์ต้อนรับด้านหน้ามองด้วยสายตาพิฆาตได้ แหะๆ แบบว่าเค้าดูแอบดุอะ ก็เข้าใจนะว่าเจอคนหลายแบบแต่แบบว่าไม่ยิ้มเลยอะ เลยเกร็งๆไม่กล้าถามอะไรมาก เหอๆๆ เอาเหอะ หน้าที่เค้าน่ะ

พอเราโทรไปเค้าก็จะถามว่าจะมาวันไหน แล้วเค้าก็จะบอกเวลาให้ว่ากี่โมง ของเราได้ 9 โมงเช้า แต่แบบว่าบ้าพลัง กลัวไปไม่ทันเวลานัด ไปถึงตั้งแต่ยังไม่แปดโมง ก็เลยต้องไปนั่งรออยู่ตรงร้าน coffee world ใกล้ๆ กับอาคารเกษมกิจนั่นแหละ เพราะว่าคุณยามเค้าบอกว่า “IOM ติดต่อได้แปดโมงครึ่งครับ” ก็โอเคเลยไปหาไรกินก่อน

ระหว่างนั่งกินมื้อเช้า ก็นั่งเรียงเอกสารไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ได้แก่

1. passport ตัวจริง พร้อมสำเนา

2. บัตรประชาชน ตัวจริง พร้อมสำเนา

3. รูปถ่าย 2 นิ้ว 2 ใบ

4. เงิน 2600 บาท

และแล้วก็ได้เวลา ขึ้นไปนั่งรอ ไม่นานเท่าไหร่เค้าก็เรียกไปดูเอกสาร จากนั้นก็นั่งรอต่อไปอีกแปบ แล้วก็เรียกเราไปจ่ายตัง และเมื่อจ่ายตังเรียบร้อยแล้วก็เข้าสู่กิจกรรมที่หลายๆคนเรียกกันว่า walk rally เพราะว่าต้องเดินทางจาก IOM ซึ่งอยู่บริเวณสีลมไปยัง รพ. ที่เราทำการเลือกเอาไว้ (พญาไท 2 หรือบำรุงราษฎร์) งานนี้ต้องรถไฟฟ้าอยางเดียวค่ะ ไม่งั้นคงไม่เสร็จภายในวันเดียวแน่ๆ

เราตัดสินใจเลือกพญาไท 2 เพราะเคยมีประวัติที่นั่นค่ะและรู้ว่ามันอยู่ตรงไหนอะไรยังไง ส่วนบำรุงราษฎร์นั้นตัดทิ้งค่ะด้วยเหตุผลว่า รพ.ไฮโซ เราเข้าไปอาจจะเกิดอาการปอดแหกแล้วทำให้ปอดมีรอยหรือจุดได้ (ฮา… แต่สุดท้ายก็… เดี๋ยวไว้เล่าต่อค่ะ)

เข้าไปในพญาไท 2 ให้เข้าไปที่ฝ่ายต้อนรับตึกเก่า (ตึก 1) นะคะ ถ้าหลงเข้าไปที่ตึก 2 เดี๋ยวเค้าก็บอกให้ไปที่ตึก 1 อยู่ดีค่ะ จากนั้นก็เอาเอกสารที่ IOM เค้าให้มาเป็นชุดน่ะ ยื่นให้พนักงานที่ใส่เสื้อสูทสีเขียวยืนยิ้มแย้มอยู่ใกล้ๆ แล้วเค้าก็จะจัดการเอกสารต่างๆให้เราค่ะ ได้อ่านในบล็อกบางคนบอกว่าถ้ามีประวัติเป็นคนไข้เก่าจะเร็วกว่า แต่เราเป็นคนไข้เก่า เท่าที่สังเกตุดูก็ไม่ได้แตกต่างจากคนที่ไม่เคยมีประวัติเท่าไหร่นะคะ ระยะเวลาในการจัดการเอกสารก็พอๆกัน

จากนั้นก็เข้าสู่ห้อง x-ray กันค่ะ ก็รอต่ออีก รอๆๆ รอเค้าเรียกเข้าไป x ก่อนเข้าไป x ตรวจสอบชื่อนามสกุลให้ถูกต้องนะคะว่าตรงตามที่เขียนไว้ในพาสปอร์ตรึเปล่า ถ้าไม่ ต้องแก้ค่ะ ของเราแก้ไป 2 รอบกว่าจะตรง -*- เลยรอนานกว่าคนอื่นนิดนึง อันนี้เนี่ยถ้าเกิดตกหล่นแม้แต่ตัวเดียวก็ไม่ได้นะคะ เพราะชื่อนี้จะปรากฏอยู่ในฟิล์ม x-ray และใบรับรองที่ IOM จะออกให้ ถ้าพลาดก็…2600 บาทก็โบ๋เบ๋ค่ะ ต้องเริ่มต้นทำใหม่ตั้งแต่ที่ IOM

เอาล่ะ x แล้วก็ออกมานั่งรอๆๆๆๆๆ แผ่นฟิล์ม x รอประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ ถ้าใครขี้เกียจนั่งรอในห้องนั้น แนะนำให้ออกไปเดินเล่นหาไรกินข้างนอกไปพลางๆก่อน พอใกล้เวลาค่อยมาก็ได้่ค่ะ ส่วนเรานั่งอ่านหนังสือพิมพ์รอค่ะ อ่านเพลินๆก็มีน้ำชากาแฟของ รพ. มาเสิร์ฟให้ เพลินกันปายย แล้วก็ได้แผ่นฟิล์มในที่สุดค่ะ

กลับไป IOM กันค่ะ คล้ายๆเดิม ติดต่อเค้าน์เตอร์แล้วก็นั่งรอเรียก รอชิลๆค่ะ แอร์เย็นๆมีน้ำร้อนน้ำเย็นบริการ อ่านหนังสือพิมพ์รออีก วันนั้นอ่านหนังสือพิมพ์ได้หลายฉบับค่ะ อิอิ 107.. 108… 109… 111 เอ๊ยยย ของเรา 110 นี่หว่า ทำไมข้ามเราไป เอาล่ะสิ ใจคอไม่ดี ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ออกมาเรียกชื่อคนนึง ไม่ใช่เราค่ะ คนนั้นหายเข้าไปในห้องประมาณ 10 นาที แล้วก็ออกมาด้วยหน้าตาแบบนี้ -*-

“110 ค่ะ” เอาล่ะสิ ตรูเองงงง เดินเข้าไปในห้องที่คนก่อนหน้าหายเข้าไป คาดว่าน่าจะเดากันถูก แต่เดี๋ยวไว้มาเล่าต่อค่ะ เรื่องมันยาววว

เขียนแล้วใน เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย | Tagged: , , , , | Leave a Comment »

เตรียมตัวเรียนอังกฤษ (กะเค้าซะที)

Posted by doubleaphrodite บน 14/07/2009

ตั้งหน้าตั้งตารอมานานกับการที่จะได้ออกไปเรียนนอกบ้านเกิดเมืองนอน ในที่สุดความหวังและความฝันก็เป็นจริง ตอนนี้กระบวนการทุกอย่างก้าวหน้าไปมากกว่าครึ่ง แต่ก็ยังเหลือเรื่องที่ต้องทำอีกเท่ากระบุงโกย -_-” เอาน่า!! สู้ต่อไป!!

การเตรียมตัวไปเรียนต่ออังกฤษเนี่ย ถ้าใครใช้บริการของ agency ก็สบายไปแปดอย่าง (หรืออาจจะมากกว่านั้น) แต่เรามันดันเป็นพวกประเภทไม่ใช้ agency ซะด้วยสิ เลยต้องมาเหนื่อยยากตรากตรำหาข้อมูล ติดต่อ u และทำเรื่องขอวีซ่า ฯลฯ ด้วยตัวเอง โชคดีว่ามีเพื่อนอีกคนที่ก็เป็นโรคเดียวกัน เลยเกิดอารมณ์สองหัวกระเทียมลีบขึ้นมา เหอๆๆ อย่างน้อยก็ไม่ได้ลีบคนเดียวหละนะ

ว่าแล้วก็ทวนกันหน่อย หลักๆสำหรับการเริ่มต้นเตรียมตัวไปเรียนต่อเนี่ย จริงๆแล้วก็ว่าด้วยการสอบภาษาอังกฤษ เพื่อให้มีผลไปยื่นสมัครตาม u ต่างๆ หาที่เรียนให้ได้ จากนั้นก็รอๆๆๆๆ การตอบกลับของสถาบันที่เราสมัครไปว่าเค้าจะให้ conditional/uncoditional offer ถ้าได้ conditional ชีวิตอาจจะยุ่งยากนิดหน่อย แต่ถ้าได้ unconditional offer ชีวิตจะสบายกว่าเยอะ เพราะจะไม่ต้องมาพะวงกะเรื่องการเตรียมภาษาอีกต่อไป คือ uncon เนี่ยหมายความว่าเค้ารับเราโดยไม่มีเงื่อนไขให้ไปเรียนไรเพิ่มแ้ล้ว ไปเริ่มเรียนได้เลย

จากนั้นจึงจะเข้าสู่กระบวนการ(ที่ยากกว่า)ต่อไป ซึ่งก็คือ การขอวีซ่า เหอๆๆ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมวีซ่า UK ขอยากกว่าวีซ่า US คือก็ไม่เคยไปขอของ US หรอกนะ แต่เวลาเล่าให้คนรู้จักที่เคยไป US ฟัง เค้าชอบบอกว่า โห ทำไมมันยากจัง แล้วอีกอย่างเรามันคนเหนือเนาะ US ยื่นที่เชียงใหม่ได้ แต่ทำไม๊..ทำไม UK ต้องให้ตรูลงมา กทม. ด้วย ไม่ได้ลำบากมากเท่าไหร่หรอก แต่บางทีเวลามันก็ไม่ได้ แบบว่างานก็มีทำอะ ยิ่งช่วงใกล้ไปเรียน ยิ่งต้องอยู่ในช่วงเคลียร์งานเลยอะ

เอาเหอะ ไม่เป็นไร เมื่อเป็นระเบียบของเค้า เราก็ต้องมา

จริงๆแล้ว ปกติถ้าช่วงหยุดหลายวันหรืองานไม่ค่อยมีก็มา กทม. บ่อยอยู่หรอก แต่ช่วงนี้หวัด 2009 มันดันระบาดเนี่ยสิ ไม่อยากเล้ยยย อยากอยู่กะเหย้าเฝ้ากะเรือน เพราะเกิดตรูไปติดหวัดระหว่างการเดินทางขึ้นมา ก็อดไปเรียนต่อซะงั้นดิ เฮ้อออ ว่าแล้วช่วงนี้เลยงัดอาวุธสำคัญมาใช้ระหว่างอยู่ กทม. นั่นก็คือ… หน้ากากอนามัย!! ใส่ตลอดคับ ลงรถไฟใต้ดิน ขึ้นรถเมล์ เข้าห้าง ใส่หมด เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและเพื่ออนาคตด้วย

วกกลับมาเรื่องการขอวีซ่า เป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างเครียดเพราะเราจะต้องเตรียมเอกสารทุกอย่างที่เค้าต้องการให้ครบ ถ้าไม่ครบก็ไม่ได้วีซ่า และเอกสารตัวนึงที่เป็น a must!! ก็คือ เอกสารการรับรองการตรวจร่างกายจาก IOM หรือที่หลายคนเรียกกันง่ายๆว่าตรวจปอดนั่นแหละ

ค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้มากมายอะไร ค่าตรวจปอด 2600 + ค่าวีซ่า 8410 เบ็ดเสร็จก็ 11,010 บาท แค่นั้นเอง!! โอยยยย ลมจับ ไหนจะรวมค่าเดินทางจากเมืองไกลของตรูอีก นี่ถ้าลงมารอบเดียวก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่อันว่าตัวข้าพเจ้าดันมีปัญหากับปอดของตัวเองเนี่ยสิ เลยต้องลงมาอีกรอบเพื่อเก็บเสมหะ ชีวิตจะเป็นไง ตื่นเต้นแค่ไหน ไว้ค่อยมาเขียนต่อดีกว่า -*-

เขียนแล้วใน เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย | Tagged: , , , , , , , , | 1 ความคิดเห็น »

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.